การปฐมพยาบาลเบื้องต้นสำหรับเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับน้องหมา
ภาวะฉุกเฉินอาจเป็นเรื่องธรรมดาเกี่ยวกับการเลี้ยงสัตว์เลี้ยงที่น่ารักของเรา
เพียงแต่ว่าเจ้าของสัตว์ต้องภาวนาไม่ให้เกิดกับสัตว์ของเรา
คำแนะนำต่อไปนี้ อาจช่วยเจ้าของน้องหมาให้สามารถทำการปฐมพยาบาลได้
เมื่อเกิดภาวะฉุกเฉินบางอย่าง (แต่ไม่ใช่ทุกอย่างเสมอไป)
บางอย่างอาจจะช่วยได้ เพื่อนสมาชิกลองอ่านดูนะครับ เผื่อจะเป็นประโยชน์ต่อน้องหมาของเราเองได้ไม่มากก็น้อย
ขั้นตอนที่สำคัญที่สุด คือ ต้องนำน้องหมาของเราไปยังห้องฉุกเฉินสำหรับสัตว์ให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ครับ
1.
การปฐมพยาบาลบาดแผลฉีกขาดอย่างรุ่นแรง
เหตุที่ทำให้น้องหมาเกิดบาดแผลฉกรรจ์ มักเกิดจากการถูกรถชน ถ้าน้องหมาของเรายังมีสติอยู่
น้องหมานั้นก็อาจจะช็อกได้เพราะเกิดจากการถูกรถชน และช็อกได้เพราะการเจ็บปวด
การเคลื่อนย้ายน้องหมาที่ได้รับเกิดอุบัติเหตุ อย่าลืมสวมตะกร้อปากไว้ก่อน เพื่อป้องกันไม่ให้น้องหมาที่ขาดสติกัดเอาได้
น้องหมาที่บาดเจ็บอาจจำอะไรไม่ได้ แม้แต่เจ้าของของมันเอง ส่วนน้องหมาอื่นอาจกัดเอาได้เมื่อมันอยู่ในสภาพงงงันหรือกำลังมีอาการเจ็บปวด
ถ้าไม่มีตะกร้อสวมปากอยู่ใกล้มือ ก็ให้ใช้เชือกหรืออะไรก็ได้มัดปากน้องหมาไว้ก่อน
เช่น เนกไท ผ้าพันคอ อะไรก็ได้ที่เราหาได้ในตอนนั้น ก่อนที่จะเคลื่อนย้าย
ออกจากถนน ควรใช้ผ้าหน้ากว้างหรือวัสดุที่มีความแข็งแรงมัดให้แน่น โดยเฉพาะเมื่อน้องหมาตัวใหญ่
ถ้าไม่มีอะไรอยู่ใกล้ๆ ก็ขอแนะนำให้ใช้ผ้าห่มหรือ ผ้าผืนขนาดใหญ่ ห่อมัดให้แน่นพยายามให้น้องหมาอยู่นิ่งๆที่สุดเท่าที่ทำได้
และห่อตัวน้องหมาให้อบอุ่นขณะเคลื่อนย้ายไปร.พสัตว์ครับผม
2. การห้ามเลือด
การเกิดบาดแผลฉกรรณ์อาจทำให้เลือดไหลหรือเลือดตกในได้ การจัดการกับภาวะเลือดตกในเป็นเรื่องของโรงพยาบาลสัตว์เท่านั้น
แต่เลือดที่ออกภายนอกก็อาจทำให้ถึงตายได้เช่นกันและต้องการการปฐมพยาบาลอย่างเร่งด่วน
การห้ามเลือดทำได้ด้วยการใช้แผ่นผ้าพันแผลหนาๆ ปิดและรัดบาดแผลให้แน่นเพื่อให้เลือดหยุดหรือชลอการไหลของเลือด
การห้ามเลือดอาจช่วยชีวิตน้องหมาไม่ให้ตายก่อนส่งถึงโรงพยาบาลได้ สายยางที่คิดว่ารัดห้ามเลือดได้ดีคิดผิดไม่ควรใช้
ไม่แนะนำให้ใช้ แน่นำให้ใช้ผ้าพันแผลเป็นวิธีที่ถูกต้องและปลอดภัยกว่า ถ้าไม่มีผ้าพันแผล
แนะนำให้ใช้ผ้าขนหนูหรือผ้าอะไรก็ได้นุ่มๆ ปิดรัดบรเวณบาดแผลไว้กับที่แล้วจึงมัด
ซึ่งจะทำให้ได้ผลมากกว่าเพราะสามารทำให้ น้องหมาอยู่นิ่งๆ ได้ ห้ามเปลียนผ้าพันแผล
แม้จะมีเลือดไหลซึมออกมา วิธีที่ถูกคือเอาผ้าพันแผลแผ่นใหม่พันทับลงไปแล้มัดใหม่ให้แน่นพอควร
ถ้าไม่มีใครช่วย ให้ใช้ผ้าพันแผล พับเป็นแผ่นปิดที่แผลและใช้แผ่นผ้าหรือแผ่นอะไรก็ได้มัด
3. การปฐมพยาบาลน้องหมาชัก
น้องหมาที่ชักเกินกว่า 15-20 นาที ต้องรีบนำส่งร.พทันที น้องหมาที่ชักเป็นเวลานานๆ
จะเกิดอันตรายเพราะจะทำให้อุณภูมิร่างกายเพิ่มสูงขึ้น ทำให้สมองและเนื้อเยื้ออื่นๆ
ถูกทำลายติดตามมา ต้องพยายามให้ความเย็นแก่น้องหมา โดยการใช้น้ำลูบลำตัวและขา
ทำเหมือนคนเลยครับคนชัก ก็ต้องเช็ดตัวด้วยน้ำเหมือนกันโดยเพาะเด็ก และจะเป็นการดีมากถ้าขณะนำน้องหมาส่งโรงพยาบาลให้ใช้พัดลมเป่าตัวไปด้วย

4. การปฐมพยาบาลน้องหมาท้องอืด
อาการท้องอืด มักจะเกิดขึ้นบ่อยกับน้องหมาของเราโดยที่เจ้าของไม่ทราบ ลักษณะอาการมักมีภาวะการตึงตัวและบิดเกร็งของกระเพาะอาหารตามแนวร่วมด้วยเสมอ
สิ่งที่บงชี้ที่แสดงว่าเกิดอาการท้องอืด คือ มีอาการท้องใต้ชายโครงบวมและมีอาการขย้อนหรืออาเจียนออกมาเป็นน้ำใสๆ
เป็นปัญหาที่พบได้ค่อนข้างบ่อยกับน้องหมา ที่มีขนาดใหญ่ อาการท้องอืดมีอันตรายถึงตายได้และมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องพาไปโรงพยาบาลในทันที
ขณะนี้ยังไม่มีวิธีปฐมพยาบาลที่มีประสิทธิภาพ ให้กับน้องหมาของเราได้ซึ่งน้องหมาไม่สามารถพูดบอกเราได้นอกจากเจ้าของน้องหมาต้องมั่นสังเกตุถ้ามีอาการอย่าง
ที่เล่ามาให้ฟังครับ (อย่าเชื่อทั้งหมดนะครับฟังหูไว้หู...อิอิ)
5.
การปฐมพยาบาลน้องหมาเป็นลมแดดซึ่งคิดๆ แล้วก็คล้ายๆ คนเป็นลมครับ (คิดเอาเองนะครับ..อิอิ)
น้องหมาที่เป็นลมแดดที่หยิบเรื่องนี้มาเล่าก็เพราะว่าเห็นว่าอากาศช่วงนี้ร้อนครับ
การปฐมพยาบาลน้องหมาจะต้องได้รับการพยาบาลอย่างทันที่ โยการให้ความเย็นแก่น้องหมาในทันที่แล้วรีบนำส่งโรงพยาบาล
เป็นวิธีปฐมพยาบาลที่ถูกต้องที่สุด และสามารถช่วยชีวิตน้องหมาได้ วิธีทำอีกอย่างหนึ่งคือควรฉีดน้ำจากสายยางให้น้องหมาทันที่
และให้ความเย็นแก่น้องหมาให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ขณะนำน้องหมาส่งโรงพยาบาลครับผม
6. การปฐมพยาบาลน้องหมาทวารหรือมดลูกปลิ้น
ซึ่งอาการนี้ก็อยากเล่าสู่กันฟังครับ เกิดขึ้นได้บ่อยครั้งเหมือนกันกับแม่น้องหมาหลังการคลอดหรือเป็นโดยไม่ทราบสาเหตุ
ทวารหรือมดลูกปลิ้นออกมาได้ เมื่อมีการเบ่งนานๆ หรือเบ่งแรงๆ ปฐมพยาบาลด้วยการปิดทวารหรือมดลูกออกมาด้วยน้ำเกลือ
(เกลือ1ช้อนชา ละลายในน้ำครึ่งลิตร) คลุมด้วยผ้าชุบน้ำเกลลือจนชุ่ม ใช้ผ้าที่สะอาดที่สุดเท่าที่จะหาได้
และต้องอย่าให้น้องหมาเลียทวารหรือมดลูกที่ปลิ้นออกมา ซึ่งจะทำให้เกิดการบาดเจ็บและอาจมีการติดเชื้อมากขึ้นได้
(จากนั้นก็พาเข้าโรงพยาบาลโครงการ 30 บาท ตายทุกโรคต่อไปครับ..เฮ้ย! 30 บาท หายทุกโรคพิมพ์ผิดเด๋วซวยกระทรวงสาธารณสุขเอาตายเลยเรา....อิอิ)
7. ท้องเสีย
คงไม่ต้องพูดถึงเพื่อนๆ คงเจอกันบ่อยแล้วครับ แต่อยากแนะนำนิดหนึ่งเกี่ยวกับการให้ยา
ควรให้ยาแก้ท้องเสียควบคู่กับยาฆ่าเชื้อด้วยเสมอครับ

อาการท้องเดิน ก็คือการถ่ายอุจจาระบ่อยจนเหลวกว่าปกติ
สาเหตุส่วนใหญ่ก็เกิดการติดเชื้อ
bacteria.ในบางกรณีเกิดจาก.เชื้อvirus.ก็มีครับ
ที่เรารู้จักกันทั่วไปนี่เองอาจแบ่งปลีกย่อยออกไปได้อีกแต่คงจะไม่ไหวเพราะจะทำให้ปวดหัวไปตามๆ
กัน
การเกิดท้องเดินในภาวะปกติการถ่ายอุจจาระจะเริ่มโดยมีอุจจาระเข้ามาสะสมในลำไส้ใหญ่ rectum (ส่วนท้ายสุดของลำไส้ใหญ่ตอนช่วงทวารหนักหรือเรียกง่ายๆ ว่า..ดาก.อิอิ) มากพอที่จะกระตุ้นปลายประสาทรับความรู้สึกที่ผนังลำไส้ทำให้เกิดความรู้สึกอยากถ่าย เมื่อความรู้สึกมากพอ ลำไส้ใหญ่ส่วนนี้จะบีบตัวก็จะเปิดตาม ด้วยการหดตัวของกล้ามเนื้อหน้าท้องและอุจจาระจะถูกบีบออกจาก rectum
ฉะนั้นทางการแพทย์จึงแบ่งอาการท้องเดินเป็น 2 ประเภท
1. อาการท้องเดินเฉียบพลัน
- อาการท้องเดินเฉียบพลัน การเริ่มต้นของอาการเกิดขึ้นอย่างบัจจุบันทันด่วนจึงไม่สามารถบอกเวลาเริ่มถ่ายเหลวได้ค่อนข้างแน่นอน ระยะเวลาอาจเป็นชั่วโมงหรือเป็นวัน
2. อาการท้องเดินเรื้อรัง
- อาการท้องเดินเรื้อรังซึ่งแบ่งออกเป็น 2 ประเภทได้อีก
อยากคิดว่าเป็นการแนะนำหรือสอนกันนะครับ แต่ผมจะอธิบายให้ฟังคร่าวๆ นะครับเอาแบบชาวบ้านๆ เล่าสู่กันฟังนะครับ
โรคท้องเดินเรื้อรัง..แบ่งออกเป็น 2 ประเภท
1. ท้องเดินเรื้อรังจากลำไส้เล็ก ส่วนใหญ่จะเกิดจากการดูดซึมอาหารจากลำไส้เล็กบกพร่องทำให้มี content จากลำไส้เล็กเข้าสู่ลำไส้ใหญ่มากกว่าปรกติ จึงเกิดการท้องเดิน ลำไส้ใหญ่ยังปกติดีอยู่แต่สามารถดูดซึมได้แต่น้ำเป็นส่วนใหญ่ จึงมีอาการอุจจาระครั้งละมากๆ ลักษณะ อ่อน เหลว หรือเป็นน้ำ สีอ่อน ถ้ากินอาหารที่มีไขมันมากอุจจาระจะเป็นมันลอยน้ำและมีกลิ่นเหม็น
2. ท้องเดินเรื้อรังจากลำไส้ใหญ่ เนื่องจากลำไส้เล็กปกติฉะนั้น content จากลำไส้เล็กเข้าสู่ลำไส้ใหญ่ไม่มากกว่าปกติ ปริมาณอุจจาระที่ถ่ายแต่ละครั้งจึงไม่มาก เท่าท้องเดินจากลำไส้เล็กก็จะทำให้มีความรู้สึกอยากถ่ายอุจจาระเกิดขึ้นง่ายและบ่อย ทำให้เกิดการถ่ายอุจจาระครั้งละเล็กละน้อย เนื่องจากลำไส้ใหญ่มีต่อมสร้างมูก ฉะนั้นพยาธิสภาพในลำไส้ใหญ่อาจทำให้มูกมากกว่าปรกติและปนมากับอุจจาระ
ที่ผมหยิบโรคนี้มาเล่าให้เพื่อนสมาชิกได้ฟัง
เพราะไม่อยากให้มองผ่านโรคนี้เลยอย่าคิดว่าเป็นที่ระบบการย่อยของกระเพาะอย่างเดียว
แนวทางการรักษา
1. ตรวจอุจจาระถ้าจำเป็นจริงๆ
2. ให้ยา Metronidizole 2 เม็ด (เม็ดละ200 mg)วันละ3ครั้ง อย่างน้อย 7 - 10 วัน
หรือ Nofloxacin 100 mg 2 เม็ด 2 ครั้ง เช้าเย็น อย่างน้อย 5 วัน ดูก่อนครับ
3. ควรให้ยาช่วยย่อยคู่ไปด้วย Magetto 1 เม็ด 3 เวลา ครับ
4. อีกตัวหนึ่ง Cimitidine 2 เม็ด เช้าเย็น
---------------------------------------
ความคิดเห็นนี้เป็นความคิดเห็นของผมแต่เพียงผู้เดียวถ้าผิดถูกอย่างไรต้องขออภัยเพื่อนสมาชิกที่เข้ามาอ่านด้วยนะครับ
ขอขอบคุณ...คุณวันชัยฯ
สำหรับข้อมูลครับ
