เมื่อเดือนมกราคม 2550 จำได้ดีวันนั้นมีคนมาหาเราที่บ้าน ตอนนั้นเรากำลังปล่อยให้เจ้าสี่ขาวิ่งเล่นกันอยู่หลังบ้าน
จะว่าเป็นความโชคร้ายของทิวไผ่หรือ เพราะความ สัพเพร่า ของคนก็ยังไม่แน่ใจ วันนั้นคนที่มาหาเดินเข้ามาในบ้านโดยที่ไม่ได้ขออนุญาต
เธอเปิดประตูรั้วบ้านโดยไม่ยอมปิด เท่านั้นแหละ เมื่อทิวไผ่และเพื่อนๆ สี่ขาเห็นคนแปลกหน้า
เข้ามา มันก็กรูกันเข้าไปหา เห่าเสียงดัง เราซึ่งกำลังดูแลลูกหมาอยู่หลังบ้านก็วิ่งมาหน้าที่บ้านด้วยความตกใจ
เธอคนนั้นยืนเก้ๆ กังๆ อยู่ตรงประตูรั้ว เมื่อเห็นหมาวิ่งมาเธอก็เปิด ประตูรั้ว
ทำทีลังเลใจว่าจะเข้าหรือจะออก เรา 2 คนตะโกนบอกให้เธอคนนั้นปิดประตูซะ แต่มันก็ไม่ทันเสียแล้ว
ทิวไผ่วิ่งออกไปนอกบ้าน เพราะมันไม่เคยออกนอกบ้าน มันจึงตื่นเต้นกับการได้รู้จักโลกใหม่ที่ใหญ่กว่าเดิม แม้ว่าที่ผ่านมาเราจะผลัดกันจูงทิวไผ่ออกไปเล่นนอกบ้านบ้างก็ตาม เรา 2 คนพยายามเรียกให้ทิวไผ่กลับเข้าบ้าน แต่มันก็ไม่ได้ผล มันวิ่งไปอย่างรวดเร็วด้วยความดีใจ เธอคนนั้นยังคงยืนงงกับเรื่องที่เกิดขึ้น นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เธอเข้ามาโดยไม่ได้ รับอนุญาต แม้เราจะพยายามบอกเธออยู่หลายครั้งว่าถ้าเห็นว่าเรากำลังปล่อยสุนัขในสนามขอร้องอย่าเพิ่งเข้ามา หรือเข้ามาก็ควรที่จะล็อกประตูไว้ตามเดิม แต่มันก็ไม่เป็นผล จนเรื่องราวอันเลวร้ายเกิดขึ้นจนได้
ทิวไผ่ยืนโพสต์โชว์ว่าเป็นไงผมหล่อไหม
วันนั้นทั้งวันเราออกตามหาทิวไผ่เรียกว่าแทบจะทั่วในค่ายศูนย์การทหารปืนใหญ่แต่ก็ไม่เจอมัน ไปตามที่ที่มีสุนัขตัวเมียเพราะกลัวว่ามันจะไปติดตัวเมียที่เป็นสัตว์ จึงไปเดินหา ที่บริเวณบ้านหลังเดิมตอนมันเกิด หาเท่าไรก็หาไม่เจอ จนตะวันตกดิน เราเริ่มใจไม่ดี ฝนก็ตกหนัก หัวใจของเราทั้ง 2 คนสุดแสนจะทรมานเพราะห่วงเจ้าทิวไผ่ ตั้งแต่เล็กจนโต มันไม่เคยออกไปผจญในโลกใบใหญ่ มันเป็นสุนัขที่มองทุกสิ่งที่อย่างสวยงามไปหมด แล้วนี่มันต้องออกไปเผชิญกับโลกอันกว้างใหญ่มันจะเป็นอย่างไรบ้างนะ
เมื่อฟ้าเริ่มมืดเราจึงชวนกันกลับบ้าน หวังว่าถ้ามาถึงหน้าบ้านทิวไผ่คงยืนรอกระดิกหาง ร้องหงิงๆ รอพ่อกับแม่อยู่เป็นแน่ แต่เปล่า หน้าบ้านไม่มีทิวไผ่ ไม่มีเสียงร้องของทิวไผ่เลย ...แล้วเจ้าหายไปไหน... เจ้ากินข้าวหรือยัง...
คืนนั้นทั้งคืนเรา 2 คนแทบนอนไม่หลับ ผลัดกันตื่นมายืนตรงหน้าต่างเพื่อดูว่าทิวไผ่มายืนรออยู่หน้าบ้านหรือเปล่า จนรุ่งเช้าทิวไผ่ก็ยังไม่มา ตอนเช้าเรา 2 คนต้องออกไปทำงาน ตลอดเส้นทางเราก็มองหาทิวไผ่ ร้องเรียกทิวไผ่ แต่ไม่มีเสียงร้องตอบกลับมาให้ได้ชื่นใจเลย
...ทิวไผ่เจ้าอยู่ไหน...
ใจเริ่มไม่ดีแล้วซิ จากที่คิดว่าเดี๋ยวมันคงกลับมา แต่ทำไมมันไม่กลับมา ตกเย็นกลับถึงบ้านเราน้ำตาไหลเป็นห่วงทิวไผ่
มองไปที่กรงทีไรก็ใจหาย นี่จะหมด วันที่ 2 แล้วเรายังหามันไม่เจอเลย ใครเอาทิวไผ่ไปแน่ๆ
เราคิดอย่างนั้นเพราะเจ้าทิวเป็นบางแก้วที่สวยงาม ใจดี จึงไม่ใช่เรื่องยากถ้าใครจะเอามันไปอยู่ด้วย
ในใจก็คิดแต่ เพียงว่า ถ้าคนอื่นจับมันไปก็ขอให้เขาเลี้ยงมันเลี้ยงมันดีๆ
ทิวไผ่ตอนอายุได้ 8 เดือน
เข้าสู่วันที่ 3 เราเริ่มหมดหวังที่จะได้เจอทิวไผ่ เราได้แต่ภาวนาขอให้มันปลอดภัย แต่ถึงแม้จะหมดหวังยังไงเราก็ไม่เลิกที่จะตามหามัน จนกระทั่งเย็นของวันที่ 3 มีคนมาหาหน้าบ้าน บอกว่าเจอบางแก้วตัวใหญ่เชียว พี่คนนั้นชื่อพี่เสือ แกบอกว่าไม่รู้หมาใครหลุดมา เราดีใจอย่างที่สุด คิดในใจว่าต้องเป็นเจ้าทิวแน่ๆ ... แล้วช่วง 3 วันมันไปไหนมานะเราถึงหามันไม่เจอ เรารีบบอก ให้พี่เสือพาไปดูหมาบางแก้วตัวนั้น "เออแล้วหมาตัวนั้นมันน่าสงสารมากเลย พี่ไม่รู้ว่ามันโดนรถชนหรือโดนใครตี มันเดินไม่ได้ เห็นแล้วสมเพชจัง ยังไงช่วยเอามันมาเลี้ยง หน่อยเถอะ"
ทันทีที่ได้ยินประโยคดังกล่าวจากปากของพี่เสือ เราใจไม่ดีเลย แต่ก็คิดว่ามันคงไม่เป็นไรมากเดี๋ยวพาไปหาหมอก็หาย พี่เสือพาเราไปยังหน้าค่ายประตูใหญ่ ของศูนย์การทหารปืนใหญ่ บริเวณที่นั่นเป็นเรือนนอนหลังเล็กของทหารที่เข้าเวรหน้าประตูค่ายผลัดเปลี่ยนกันมานอน ซึ่งต้องเดินเข้าไปด้านหลังของป้อมทหาร ภาพที่เห็น หมาบางแก้วตัวใหญ่ นั่งอยู่ริมบ่อน้ำ
แว้บแรกที่เจอทิวไผ่ ขาหลัง 2 ข้างไม่มีแรง เนื้อตัวเต็มไปด้วยโคลน มันพยายามใช้ขาหน้าลากตัวมาหาเรา นัยน์ตามันตอนนั้นหวาดระแวง ขู่ทุกคนที่เข้าใกล้ ยกเว้นเรา แม้มันจะใช้ความพยายามพยุงตัวเพื่อเดินมาหาเรา แต่มันก็ไม่สามารถเดินมาได้ เรา 2 คนจึงรีบเข้าไปอุ้มทิวไผ่เพื่อ พาไปหาหมอที่โรงพยาบาลสัตว์ หมอรีบให้ทิวไผ่เข้าไปในห้องตรวจ แล้วหมอก็พามันไปเอ็กซ์เรย์ ปรากฏว่า ทิวไผ่กระดูกสันหลังหัก 3 ท่อน หมอสันนิษฐานว่าสาเหตุน่าจะเกิดจากการถูกรถชนหรือถูกกระแทกอย่างแรง ทำให้ร่างกายตั้งแต่ช่วงกลางหลังไม่มีความรู้สึกเลย แม้หมอจะพยายาม ใช้คีมหนีบที่ขา 2 ข้างอย่างแรงแต่มันก็ไม่มีปฎิกิริยาใดๆทั้งสิ้น
ทิวไผ่ในสภาพปัจจุบัน
หมอบอกอย่างสิ้นหวังว่า ไม่สามารถรักษาอะไรทิวไผ่ได้เลย นอกจากให้ยาแก้ปวดเพื่อบรรเทาอาการเจ็บปวดของมัน คืนนั้นทั้งคืนเรานอนไม่หลับ คำพูดของหมอยังคงวนเวียนอยู่ในหัวสมอง ถ้าพรุ่งนี้เช้าทิวไผ่อาการไม่ดี ฉี่เองไม่ได้ อึเองไม่ได้มันคงใช้ชีวิตลำบาก ทางที่ดีอาจจะต้องทำใจ ด้วยการฉีดยาให้มันหลับให้สบายจะได้ไม่ต้องมาทรมานอีก แม้ว่าเราอยากจะให้ทิวไผ่สบายที่สุดแต่เราก็ทำใจไม่ได้อยู่ดีที่จะเห็นมัน หลับไปแล้วไม่ตื่นขึ้นมาอีก
เช้าวันใหม่ เรารีบตื่นลงมาหาทิวไผ่ เราพูดกับมันเสมอๆ ว่า ทิวไผ่ต้องเข้มแข็งนะ ทิวไผ่ต้องสู้ ไม่อย่างนั้นทิวไผ่จะใช้ชีวิตอยู่ได้อย่างไร ภาพที่เห็นทิวไผ่ พยายามผงกหัวขึ้นมา มันพยายามคลานมาหาเพื่อนอนซบตักเรา มันมองตาเรา แล้วมันก็ร้องหงิง..หงิง..เราก็ร้องไห้ตลอดเวลา ตลอดทั้งวันเราไม่ไปไหน นอกจากอยู่กับทิวไผ่ วันนี้ทิวไผ่ก็ยังไม่ดีขึ้น มันไม่อึ ไม่ฉี่ สิ่งที่เราทำได้ตอนนั้นคือ ร้องไห้ แล้วก็บอกกับมันว่า ทิวไผ่อย่ายอมแพ้นะเรารู้ว่าทิวไผ่ เป็นยอดนักสู้ เอาชนะความเจ็บปวดให้ได้นะทิวไผ่ ผ่านเหตุการณ์อันเลวร้ายหนนี้ไปให้ได้ ไม่ว่าหนูจะมีชีวิตอยู่ในสภาพใด เราก็พร้อมที่จะดูแล ขอให้หนู สู้นะ แล้วเราก็ลูบหัวมัน เราเชื่อว่ามันรับรู้ทุกอย่าง ทิวไผ่น้ำตาไหล เราเอามือปาดน้ำตาให้ทิวไผ่ มันยังสู้อุตสาห์เอาลิ้นมาเลียบที่มืออย่างอ่อนแรง เข้าสู่วันที่ 2 แล้ววันนี้เป็นวันที่หมอนัดดูอาการเจ้าทิวไผ่อีกครั้งก่อนจะลงไปหาทิวไผ่เรายังนึกในใจว่า ถ้าวันนี้ทิวไผ่ยังนอนซม ไม่อึ ไม่ฉี่ เราจะตัดสินใจอย่างไร...
ทิวไผ่ดาราหน้ากล้องตอนร่างกายปกติกับแม่หนิม
เช้านี้ทิวไผ่ไม่ร้อง เมื่อเราเปิดกรงสิ่งที่เห็นคือ กรงทิวไผ่เปื้อนฉี่ เปื้อนอึนิดหน่อยแค่นี้
เราดีใจมากๆ เรารีบพามันไปหาหมอ หมอบอกว่า ใจมันสู้มากๆ มันไม่มีไข้ หน้าตามันสดใสขึ้น
และไม่ร้องหงิง..หงิงเหมือนวันแรก หมอบอกว่า มันคงสู้เพื่อให้ได้อยู่กับพ่อแม่ที่มันรัก
เราดีใจที่สุด เรากอดทิวไผ่และบอก กับมันว่าไม่ต้องห่วงแม้เจ้าจะช่วยตัวเองไม่ได้เหมือนแต่ก่อน
แต่แม่กับพ่อจะดูแลเจ้าเอง หมอให้คำแนะนำว่า สิ่งที่จะช่วยทิวไผ่ได้ในตอนนี้คือ
ต้องบีบฉี่ให้มันทุกวัน เพราะมันยังเบ่งฉี่เองไม่ได้ ต้องพยายามให้อาหารประเภทอ่อนๆมันจะได้อึสะดวกขึ้น
เราทำตามที่หมอบอกทุกอย่าง หลังจากนั้น.. ทิวไผ่เริ่มมีอาการดีขึ้นเรื่อยๆ แม้บางคืนมันร้องหงิงด้วยความเจ็บปวด
แต่ถ้าเราลงมาลูบหัวมันพร้อมกับบอกให้มันอดทนนะ ไม่นานมันก็จะหยุดร้อง แล้วหลับต่อ
บีบฉี่ทิวไผ่บนโต๊ะไม้ที่ประจำของทิวไผ่ตอนร่างกายปกติ
ทุกเช้าและเย็นเราก็ต้องบีบฉี่ให้ทิวไผ่ ทุกเช้าเราสองคนช่วยกันทำความสะอาดตัวให้ทิวไผ่
บางวันเราก็จะอุ้มมันออกไปนั่งที่โต๊ะไม้ตัวเดิมที่เมื่อก่อน มันชอบกระโดดขึ้นไปนั่ง
เพียงเท่านี้ขอให้มันแค่มีลมหายใจเราก็มีความสุขแล้ว
มาถึงวันนี้ทิวไผ่ยังคงเดินไม่ได้
เวลาไปไหนมันยังคงใช้ขาหน้าลากตัวเอง
ไปเรื่อยๆ จากวันที่เกิดเหตุ (มกราคม 2550) จนถึงวันนี้ก็ผ่านไป 7 เดือนแล้ว
ทิวไผ่ช่วยตัวเองได้มากขึ้น มันสามารถฉี่เองได้ อึเองได้โดยที่เราไม่ต้องคอยบีบ
ให้อีกแล้ว หน้าตาทิวไผ่เริ่มสดใสเหมือนเดิม เรารู้ว่ามันมีความสุข และเราก็มีความสุขที่ได้อยู่กับมันตลอดไป...
นี่แหละคือเรื่องราวของเจ้าทิวไผ่สุดหล่อ...แสนที่จะอาภัพ
ทิวไผ่....เจ้าจะอยู่ในใจพ่อแม่ตลอดไป
ไม่รู้จะเริ่มต้นเขียนอย่างไรดี...
แม่พยายามเขียนถึงทิวไผ่อยู่หลายวัน แต่พอเริ่มเขียนมันก็เหมือนมีก้อนอะไรมาจุกที่อกทุกทีไป...
วันนี้เป็นวันที่ 3 (6 ก.พ.) แล้วมั้งที่แม่ไม่ได้ยินเสียงทิวไผ่ร้องเรียกแม่กับพ่อตอนเช้าๆ
ไม่ได้ยินเสียงทิวไผ่ร้องเพราะโดนพ่อแกล้ง ไม่เห็นภาพของทิวไผ่ที่นั่งรอ อยู่หน้ากรงเพื่อเตรียมจะเข้าบ้าน
ทั้งที่ก่อนหน้านี้ไม่นาน แม่ยังหัวเราะเสียงดังลั่นเมื่อเห็นพ่อแกล้งทิวด้วยการปั้นขนยาวๆ
ที่หูทำเป็นเหมือนเขา 2 ข้าง เรา 2 คนยังแอบยิ้ม เมื่อเห็นทิวไผ่นั่งหลับข้างๆพ่อแม่
เรา 2 คนยังเอามือลูบหัวแล้วบอกว่า "ทิวไผ่เข้าบ้านลูก ไปนอนซะจะได้หลับสบายๆ"
แล้วเจ้าก็ลุกขึ้นคลานไปนั่งรอ ที่หน้ากรงพ่อก็อุ้มทิวขึ้นไปนอนในกรง ไม่นานทิวไผ่ก็หลับอย่างสบาย
หลายวันที่ผ่านมานี้ ทิวไผ่ดูไม่งอแง ทิวไผ่ไม่ร้องโวยวาย ทิวไผ่ไม่ทะเลาะกับฮอลลี่
เจ้าเอาแต่นอน และนั่งรอเวลาที่จะได้ออกมานั่งข้างๆ พ่อกับแม่ ยิ่งมาพักหลังทิวไผ่ไม่ไปไหนเลย
คลานตามพ่อกับแม่ตลอด ไม่ว่าเราสองคนหยุดตรงไหน ทิวก็จะมานั่งเอาตัวมาเบียดอยู่ใกล้ๆ
พร้อมนั่งมองตาพ่อกับแม่
ช่วงอาทิตย์ปลายเดือนมกราคม เราสองคนตื่นมาตอนเช้า และเตรียมที่จะปล่อยเจ้าออกจากกรง
แต่สิ่งที่เห็นคือกองเลือดที่นองอยู่บนพื้นกรงเต็มไปหมด เลือดเป็นลิ่มๆสีแดงสด
พ่อรีบเข้าไปในกรงแล้วดูว่าสาเหตุมาจากอะไร ปรากฏว่า ทิวไผ่กัดขาตัวเอง เรา 2
คนตกใจมาก พ่อล้างแผล พร้อมบอกกับทิวว่า "อย่าทำอย่างนี้อีกนะ" ครั้งนั้นทิวไผไม่กล้าสบตาพ่อ
เพราะรู้ว่าตัวเองผิด พ่อห้ามเลือดจนหยุดไหลแล้วใส่ยาให้ทิวไผ่
ตั้งแต่ครั้งนั้นเรา 2 คนเริ่มคุยกันว่าทิวไผ่เป็นอะไร ทำไมถึงทำตัวเองขนาดนี้
แม่รู้ว่าพ่อเครียดเรื่องทิว พ่อเริ่มบ่นกับแม่ว่าทิวไผ่ท้องเสียเยอะอีกแล้ว
พ่อต้องป้อนยาให้ทิวทุกวันแต่ดูแล้วอาการท้องเสียก็ไม่ได้ดีขึ้นเลย ยิ่งไปกว่านั้นเมื่อเช้าวันที่
4 ก.พ. 51 ทิวทำร้ายตัวเองอีกแล้ว เจ้ากัดขาตัดเองจนกระดูกแยก ออกเป็น 2 ท่อน
พ่อกับแม่ตกใจมาก พ่อเข้าไปดูแผลมันยากเกินจะเยียวยาจริงๆ วันนั้นแม่ต้องกลับมาทำงานที่กรุงเทพ
พ่อบอกว่าวันนี้จะพาหมอมาดูทิวนะ แต่ไม่รู้ว่าหมอจะรักษาได้ขนาดไหน แล้วพ่อยังบอกอีกว่า
"ทิวมันแย่มากแล้วนะ"
คำที่ได้ยินมันทำให้แม่ใจไม่ดีเลย ทั้งๆ ที่ใจก็รู้อยู่เต็มอกว่าเจ้าแย่มากๆ
แล้ว แรงก็แทบจะไม่มี ระบบภายในก็คงไม่เหลืออะไรอีกแล้ว ขนาดกัดขาตัวเองจนกระดูกหัก
เลือดสักหยดก็ไม่เห็น
วันจันทร์วันนั้นแม่กลับไปทำงานด้วยใจกังวลเหลือเกิน
แม่โทรถามพ่อตลอดว่าหมอมายัง หมอว่าอย่างไรบ้าง จนกระทั่งตอนบ่ายพ่อโทรมาบอกว่าหมอมาแล้วนะ...
"หมอบอกว่าทิวแย่มาก ร่างกายภายในมันหมดทุกอย่างแล้ว ทิวติดเชื้อในกระแสเลือด
ส่วนกระดูกที่มันแตกเพราะทิวกัดขาตัวเองก็ทำอะไรไม่ได้เพราะเนื้อมันตายแล้ว ถ้าปล่อยไว้มันก็จะเน่า
หมอแนะนำว่า ปล่อยให้มันไปสบายๆ ไม่ต้องทรมานไหม"
เรา 2 คนไม่พูดอะไรต่อ... เพราะในใจก็รู้อยู่เต็มอกว่า ทิวมันเหนื่อยมากแล้ว
มันทรมานมามากแล้ว
"ทิวเดี๋ยวพ่อให้หมอมาช่วยทิวนะ นอนหลับให้สบายนะลูก" นี่เป็นประโยคสุดท้ายที่พ่อพูดกับทิว
พ่อร้องไห้แล้วโทรมาบอกแม่ว่า...หมออยู่กับทิวแล้วนะ มันจะไม่ต้องทรมานอีกแล้ว...
เราสองคนร้องไห้ ตอนนั้นหมอไม่ให้พ่ออยู่ด้วย พ่อเลยต้องกลับไปทำงาน แต่แม่รู้ว่าพ่อลูกเสียใจขนาดไหน
พ่อนั่งร้องไห้อยู่ในรถ แม่ตัดสินใจกลับลพบุรี
ตลอดทางแม่นั่งน้ำตาไหล คิดเสียใจว่าทำไมเมื่อเช้าแม่ไม่กอดหนู แม่ทำได้แค่เอาข้าวไปให้หนูกิน
หนูกินข้าวหมดเกลี้ยง ก่อนไป แม่เอามือลูบหัว แล้วบอกว่า แม่ไปทำงานก่อนนะทิว
อย่ากัดขาตัวเองอีกนะลูก
แม่คิดตลอดทางว่า....วันนี้แม่กลับไปแล้วใครจะมานั่งข้างๆ แม่ แม่กลับไปแล้วแม่จะดุใครไม่ให้กัดขาตัวเอง
ทิวไผ่กำลังจะจากแม่ไปแล้วจริงๆ เหรอ
สักประมาณเกือบบ่าย 3 พ่อโทรมา แม่ถามว่าเจ้าเป็นอย่างไรบ้าง พ่อเล่าว่า หมอฉีดยาซึมให้ทิวแล้ว
มันค่อยๆหลับ เสียงพ่อสั่นเครือ แม่ไม่ถามอะไรต่อ บอกพ่อว่า แค่นี้นะแล้วเดี๋ยวเจอกัน
แม่ไปถึงลพบุรี 5 โมงกว่าๆ พ่อมารับแม่ที่รถตู้ สภาพพ่อดูแย่มาก เรายิ้มให้กัน
เราสองคนไม่พูดอะไรเลย พอถึงหน้าบ้าน กรงทิววางเปล่า แม่ถามพ่อว่า ทิวอยู่ไหน...
พ่อกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ แล้วชี้มือไปที่ใต้ต้นทรงบาดาล หนูนอนหลับอยู่ใต้ร่มเงาของต้นไม้ใหญ่
พ่อเอากลีบดอกไม้ไปโรยไว้บนกองดิน พร้อมกับเอาใบไผ่สีทองซึ่งเป็นอาหารที่ลูกชอบกินปักไว้
เรา 2 คนนั่งกอดกันร้องไห้หน้าหลุมฝังของลูก มันเป็นความรู้สึกแย่มากๆ ทุกครั้งลูกจะเป็นฝ่ายพยายามมาหาพ่อกับแม่
แต่ค่ำนี้แม่กับพ่อเป็นฝ่ายที่เดินไปหาลูก ไปนั่งข้างๆลูก "ทิวจ๋าหลับให้สบายนะ"
แม่กับพ่อวางมือบนก้อนดินที่ทับถมอยู่บนตัวของลูก แม่เชื่อเหลือเกินว่าลูกจะได้รับไออุ่นจากมือของพ่อและแม่แน่นอน
วันนั้นพ่อของลูกเศร้ามาก พ่อบอกว่าไม่อยากจะเลี้ยงหมาอีกแล้ว ไม่อยากประกวดอีกแล้ว
พ่อเหมือนสูญสิ้นทุกอย่างแล้ว แม่ก็ได้แต่ปลอบใจ...
จนกระทั่ง 6 โมงเย็นถึงเวลาที่ต้องให้อาหารเจ้าจอมซน พ่อตักอาหารเป็น 9 กะละมังเหมือนเดิม
เมื่อให้แต่ละกรงเสร็จแล้ว
พ่อถือจานอาหารของทิวไปวางไว้บนก้อนดิน พ่อเรียก..ทิวกินข้าวนะลูก.. พ่อบอกแม่ว่าพ่อจะทำอย่างนี้ทุกวันจนกว่าทิวจะมาเกินเป็นหนึ่งในครอบครัวของเราอีก
ทิวไผ่จ๋า... ตลอด 4 ปีที่ผ่านมา หนูรู้ไหมหนูทำให้พ่อแม่มีความสุขขนาดไหน ทิวไม่เคยทำให้แม่เสียใจเลย
หนูเป็นเด็กดี หนูรักพ่อกับแม่มากแม่รู้ ทิว...โลกของหนูสวยงามเหลือเกิน ป่านนี้แม่รู้ว่าหนูกำลังมีความสุขอยู่ในสนามหญ้าสีเขียว
ทิวกำลังวิ่งเล่นกับเพื่อนๆ ทิวไผ่..หนูจะอยู่ในหัวใจของพ่อแม่ตลอดไป พวกเราจะรอสักวัน
สักวันลูกต้องกลับมาอยู่กับพ่อแม่อีกแน่นอน แม่เชื่อว่าอย่างนั้น หลับให้สบายนะลูก
ลาก่อนทิวไผ่ลูกรักของพ่อแม่...
